ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม : หนึ่งในดวงใจ สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล

ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม : หนึ่งในดวงใจ  สุนทราภรณ์  เดอะมิวสิคัล

 

 

เจตนา  นาควัชระ

 

… และก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเหมือนเดิม  การที่สุนทราภรณ์จะมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ก็ด้วยการที่คนรุ่นใหม่รู้จักคิดใหม่  ซึ่งผมได้เรียกร้องเอาไว้นานแล้วในบทความชื่อ “มรดกของ ‘สุนทราภรณ์’ : ข้อคิดเชิงวิจารณ์” (2527)   เมื่อกลุ่ม “เยื่อไม้” นำเสนอการตีความใหม่  (2531) ผมก็ไม่ลังเลที่จะแสดงความชื่นชมเอาไว้  แต่ก็หวั่นๆ อยู่ในครั้งนั้นแล้วว่า  ผู้ที่คิดใหม่ทำใหม่บางคนอาจจะถูกกลืนกินไปในกระแสของตลาดและก็จะคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ไม่ได้  ทุกครั้งที่พวกเราที่รักสุนทราภรณ์มาชุมนุมกันจัดสัมมนา “สุนทราภรณ์วิชาการ” (ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2532 และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2554)  เราก็ตอกย้ำอยู่เสมอว่า  สุนทราภรณ์ต้องไม่หยุดอยู่กับที่  แต่ความเปลี่ยนแปลงที่พวกสุนทราภรณ์นิยมอย่างเราอยากจะเห็นก็คือ  การเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ  ซึ่งในกรณีล่าสุดเพลงสุนทราภรณ์ในชุด BSO Plays Suntaraporn ที่ได้นักดนตรีคลาสสิกระดับแนวหน้าของเมืองไทยมาเป็นผู้ดำเนินการ (อันรวมถึงการแสดงสดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน  2554) ก็แสดงให้เห็นปรากฏชัดแล้วว่า  คนรุ่นใหม่อาจจะยกมาตรฐานการบรรเลงเพลงสุนทราภรณ์ได้เท่าเทียมกับต้นแบบหรือเหนือต้นแบบก็ยังได้  วิชาความรู้ด้านดนตรีดีขึ้นเรื่อยๆ  การเล่นเครื่องดนตรีสากลก็ก้าวหน้าไปมาก  เช่นเดียวกับการร้อง  กล่าวโดยสรุปก็คือ  ของดีมีอยู่ในมือแล้ว  จะใช้อย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าทำให้สุนทราภรณ์ก้าวไปไกลกว่าเดิม

การนำเพลงสุนทราภรณ์มาทำเป็นละครเพลงแบบมิวสิคัลนั้น  เป็นทิศทางที่น่าจะทำได้ดี  ที่ผมได้ติติงไปบ้างแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับ กว่าจะรักกันได้ เดอะมิวสิคัล (เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554)  มิใช่เป็นเรื่องของความย่อหย่อนในทางศิลปะ  แต่เป็นเรื่องของการจัดการที่ขาดวิสัยทัศน์และมโนทัศน์อันชัดเจน  ผมคาดหวังเอาไว้ว่าถ้ามีสุนทราภรณ์  เดอะมิวสิคัล ครั้งที่ 2 (ซึ่งผมได้ชมเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์  2555) ข้อบกพร่องจากสุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล ครั้งที่ 1  ก็น่าจะได้รับการแก้ไขไปแล้ว  และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ (ในบางประการ)  เรื่องแสง สี เสียง การเริงระบำ  ความแคล่วคล่องว่องไวของนักแสดง  รวมทั้งจังหวะการแสดงที่เร่งเร้าและรวดเร็ว  ดูจะเป็นผลของบทเรียนที่ได้จากการแสดงครั้งแรก  อะไรเล่าที่ทำให้สุนทราภรณ์  เดอะมิวสิคัล  ครั้งที่ 2  ยังไม่จุใจพวกเราที่รักสุนทราภรณ์

คงจะต้องเริ่มต้นว่า  คณะผู้จัดการแสดงครั้งที่ 2  มีทรัพยากรใดมีอยู่แล้วบ้าง (โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องทุน)  สิ่งแรกก็คือ  องค์แห่งคีตนิพนธ์ (repertoire)  เพลงสุนทราภรณ์มีเป็นจำนวนพัน  ถ้ารู้จักเลือก จะสร้างเรื่องแบบใด ก็หาเพลงมาใส่ได้ทั้งนั้น  ผมเคยเล่าไว้ให้ฟังแล้วว่า  ครูแก้ว  อัจฉริยะกุล  เคยจัดรายการวิทยุโดยใช้การเล่าเรื่องประดุจนวนิยาย  โดยเลือกเพลงสุนทราภรณ์มาเรียงร้อยต่อกันได้อย่างน่าอัศจรรย์  ระบบการ “ใส่เพลง” นั้น  เรารู้จักกันมาจากขนบดั้งเดิมของนาฏศิลป์ไทยแล้ว  ที่มีตัววรรณกรรมเป็นทุนเดิมอยู่  และการจัดการแสดงแต่ละครั้งก็จะต้องหาเพลงที่เหมาะมาหนุนเนื้อเรื่องให้ได้  นักดนตรีไทยเดิมระดับแนวหน้าเช่น  ครูบุญยง  เกตุคง  เคยอาสาเข้าไปร่วมแสดงละครไทยประสมกับละครเยอรมัน ชื่อ พระสังข์-อิฟิเกเนีย เมื่อปี  2527  โดยที่สามารถปรับเพลงใหม่ได้ในทุกรอบการแสดง  เพราะท่านมีองค์แห่งนิพนธ์ที่จำได้ถึง 20,000 เพลง  ดังนั้น  คณะนักแสดงที่ต้องการจะใช้เพลงสุนทราภรณ์มาสร้างเป็นละครก็ต้องเรียกว่ามีทุนเดิมอยู่แน่นมาก   ผมยังไม่คิดว่า หนึ่งในดวงใจ : สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล ใช้ศักยภาพนี้อย่างเต็มที่แล้ว   เนื่องจากโครงเรื่อง (plot) ที่สร้างขึ้นมานั้นดูแทบจะไม่มีสาระอะไรเลย  ความจริงถ้าได้ไปปรึกษานักประพันธ์ระดับชาติบางท่าน  ท่านก็คงคิดแนวเรื่องที่น่าสนใจให้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที  บางท่านเช่น  ว. วินิจฉัยกุล   ก็รู้จักเพลงสุนทราภรณ์ดีมาก  ท่านอาจจะช่วยเลือกเพลงให้ก็ยังได้

ประเด็นที่สอง คือมาตรฐานของต้นแบบ  ซึ่งมีการอัดเสียงเอาไว้  แม้จะไม่ครบทั้งหมด  แต่ก็ชี้ทางให้เห็นได้ว่า ผู้สร้างงานต้องการได้ยินเพลงของท่านอย่างไร  ณ  จุดนี้  เป็นจุดที่เป็นปัญหา  เพราะเราจะตามท่านไปเสียทุกอย่างก็เท่ากับเป็นการปิดกั้นการสร้างนวัตกรรมของตนเอง  แต่การคิดใหม่ก็ย่อมต้องมีขอบเขตอันเหมาะสม  การเรียบเรียงเสียงประสานใหม่และการขับร้องใหม่ในชุด  BSO Plays Suntaraporn  นั้น  โดยส่วนรวมต้องถือว่าเป็นการเปิดโลกใหม่ให้แก่เพลงสุนทราภรณ์  โดยที่ยังรักษาคุณค่าของเดิมและสร้างมาตรฐานให้แก่ยุคใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง  แต่ก็มีบางจุดที่ผมได้ขออนุญาตติงเอาไว้  เช่น เพลง “นวลปรางนางหมอง” ซึ่งผมเรียกว่าเป็น “การตีความผิดที่โอ่อ่า” (grandiose misinterpretation)   ข้อท้วงติงของผมมิใช่เป็นเรื่องของคุณภาพ  แต่เป็นเรื่องของการตีความที่ค้านกับเนื้อในของเพลง อันรวมถึงเนื้อร้องด้วย  ผมคงจะไม่ใช้การวิจารณ์ในทำนองเดียวกันนี้กับ หนึ่งในดวงใจ : สุนทราภรณ์  เดอะมิวสิคัล  เพราะผมไม่แน่ใจว่า  การแสดงครั้งนี้ไปถึงขั้นการตีความใหม่

ประการที่สาม  เราอาจจะต้องทำความเข้าใจกับประเภทของศิลปะที่เรียกว่า “มิวสิคัล” (musical)  หรือแต่เดิมเรียกว่า “มิวสิคัล คอเมดี้” (musical comedy)  คำว่า “คอเมดี้” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ตลกคาเฟ่” อย่างแน่นอน  นั่นคือมรดกของวงการดนตรีของโลกใหม่  คือ อเมริกาซึ่งได้สร้างงานแนวใหม่ขึ้นมาท้าทายจุลอุปรากร (operetta) อันเป็นงานประเภทเบาสมองซึ่งผู้เปี่ยมด้วยวัฒนธรรมแห่งกรุงเวียนนาได้สร้างเอาไว้ดูเล่นกัน  โดยที่โลกใหม่  (ซึ่งต่อมาถ่ายทอดมรดกมาให้กับอังกฤษเมืองเก่า)  พยายามที่จะสร้างเรื่องที่มีเนื้อหาสาระชวนคิด  มิใช่เรื่องตลกกลวงๆ ที่มีคนเข้าใจกันผิด  บางเรื่องจงใจเตือนสติในประเด็นที่หนักหน่วง  เช่นเรื่องของการเหยียดผิวใน South Pacific  บางเรื่องนำวรรณกรรมเก่าอันเลื่องชื่อที่ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชนมาแต่งเป็นละครเพลง เช่น Les Misérables  บางเรื่องเรานำมาแสดงเป็นภาษาไทยแล้วถึงสองครั้งคือ  สู่ฝันอันยิ่งใหญ่   (Man of La Mancha) ซึ่งผมได้เรียกเอาไว้ว่าเป็น “การไต่บันไดเสียงไปสู่โลกแห่งอุดมคติ” และครูเอื้อเอง(ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ)ก็พลัดหลงเข้าไปในวงของละครมิวสิคัลใน จุฬาตรีคูณ  เรียกได้ว่าท่านใช้ดนตรีไปหนุนเรื่องที่มีเนื้อหาสาระราวกับเป็นอุปรากร  แม้จะแต่งเพลงไว้ให้กับละครเรื่องนี้เพียงไม่กี่เพลง  แต่ก็เป็นอมตะไปทุกเพลง

ประการที่สี่  เสียงเพลงที่เราอยากได้ยิน  น่าจะเป็นเพลงที่บรรเลงสดโดยใช้วงดนตรีเล่นจริง  ซึ่งมิวสิคัลที่เด่นๆในบ้านเราก็ยอมลงทุนในเรื่องนี้  เพลงสุนทราภรณ์นั้นฟังจากแผ่นหรือฟังจากเทปก็ไม่ได้รสเท่ากับได้ฟังจากการบรรเลงจริง  ในการแสดงครั้งนี้เห็นได้ชัดเลยว่า  เมื่อร้องเพลงหมู่  นักร้องมีปัญหามาก  เพราะดนตรีตามนักร้องไม่ได้ เพราะอัดเสียงเอาไว้ล่วงหน้า  และไม่มีวาทยกรที่จะกำกับการร้องและการบรรเลงให้เข้ากัน  นักร้องสุนทราภรณ์นั้นไม่มีใครสู้ในแดนสยามนี้ในเรื่องของความพร้อมเพรียงในการร้องเพลงหมู่  เรื่องดนตรีที่อัดเสียงมาก่อนในครั้งนี้ต้องเรียกว่า  ห่างไกลจากมาตรฐานของต้นแบบ และห่างไกลจากมาตรฐานใหม่ที่ BSOได้ตั้งไว้

สำหรับการแสดงนั้น  ผมคิดว่าผมอ่านใจของผู้สร้างได้โดยไม่ยากนัก  นั่นก็คือ แปลง “สุขกันเถอะเรา” ให้เป็น “สนุกกันเถอะเรา”  ทุกอย่างต้องสนุก  ต้องเรียกเสียงหัวเราะให้ได้มากที่สุด  บ้านเมืองกำลังมีทุกข์  เราต้องมาช่วยกันผ่อนคลายซึ่งกันและกัน  ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม  แต่ก็จะต้องยอมรับว่า  การวางจังหวะของการแสดงในช่วงครึ่งเวลาแรกทำได้ดี  ไม่มีช่วงใดที่น่าเบื่อ  ต้องชมเรื่องของการจัดฉากและการเปลี่ยนฉากที่ทำได้อย่างแทบไม่เห็นรอยต่อ  ปัญหาคงจะเกิดจากการกำกับการแสดงที่ต้องการให้ทุกจุดเป็นจุดเด่น  ผู้ที่ขาดประสบการณ์ในการแสดงบางคนจึงตั้งอกตั้งใจเกินไปที่จะทำตัวให้เด่น  เช่นตัวแทนจากกลุ่มนักร้อง “คลื่นลูกใหม่” ของสุนทราภรณ์เอง  โดยทั่วไปตัวเอกของเรื่องแสดงได้ดีไม่ขัดเขิน  มีความสามารถหลายทาง ทั้งพูด  ร้อง เต้น  และสำหรับการร้องนั้น  ผมคิดว่าโดยส่วนรวมต้องยอมรับว่าสอบผ่าน  แม้ว่าพวกแฟนสุนทราภรณ์ที่ได้ตกหลุมรักแนวคลาสสิกของ BSO ไปแล้วก็คงหวังที่จะได้ยินการร้องแบบกึ่งอุปรากรบ้าง

ถึงอย่างไรก็ตาม  ก็คงจะต้องชมผู้จัดแสดงว่าสามารถสร้างความหลากหลายให้แก่เพลงที่เลือกมาร้องได้  เช่น มีการประสานเสียงในบางตอน  ซึ่งนักร้องต้นแบบทำไว้น้อยมาก  การร้องเพลงคู่ในลักษณะ duet ทำได้ดีมากเป็นส่วนใหญ่  ส่วนที่ผมทึ่งก็คือ การนำเพลงสองเพลงมาตัดกันได้อย่างแนบสนิท  เช่น เพลง “คิดถึง” กับเพลง “ลืมเสียเถิดอย่าคิดถึง” นอกจากนั้นการปรับเนื้อร้องบ้างเล็กๆน้อยๆให้เข้ากับบริบทของการดำเนินเรื่องก็ทำได้อย่างแนบเนียน  และก็มีการรักษามารยาทที่ดีในการบอกกล่าวไว้ล่วงหน้า น่าประหลาดที่ว่า  เพลงที่เด่นที่สุดกลายเป็นเพลงที่แทรกเข้ามา  โดยอาจไม่เข้ากับโครงเรื่องเท่าใดนัก  นั่นก็คือ  การเปิดโอกาสให้หนูน้อยมหัศจรรย์ (child prodigy) อายุ 9 ขวบ คือ เด็กหญิงญานิกา  แกล้วกสิกรรม  ศิษย์โรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรี ออกมาแสดงบทสั้นๆ ของรตี  ในวัยเด็ก  และร้องเพลง “น้ำตาดาว”  ด้วยมาตรฐานที่ผมต้องยอมรับว่า  เธอแย่งเวทีไปครองโดยไม่ได้ตั้งใจ (ภาษาฝรั่งเรียกว่า “to steal away the show”)

หลังจากพักครี่งเวลาแล้ว  ละครเปลี่ยนทิศทางไปอย่างน่าเศร้า  เวทีกลายเป็นพื้นที่ให้นักแสดงรุ่นอาวุโสมาผ่อนคลายอารมณ์ของตัวเองด้วยการแสดงตลกคาเฟ่  เคยมีคำคมที่ผมจำได้ว่า “สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส”  แต่ถ้าสัปดนหลายสิบครั้งในช่วงเวลาไม่ถึงชั่วโมง  คนดูบางคนก็อยากจะกลับไปดู “ตลกคาเฟ่” จริงๆ มากกว่า และตลกคาเฟ่ที่กอปรด้วยรสนิยมอันดี  ก็มีให้ดูถมไป

สรุปได้ว่า  หนึ่งในดวงใจ : สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล ไปไม่ถึงจุดหมาย  เพราะตั้งอกตั้งใจเกินไปที่จะสร้างความบันเทิงทุกชั่วขณะให้แก่พระเดชพระคุณแฟนเพลงสุนทราภรณ์
“สุนทราภรณ์พันธุ์แท้” ก็คงจะต้องบอกว่า  เพลงสุนทราภรณ์แต่ละเพลงมีศักยภาพของการเป็นละครอยู่แล้ว  ถ้ารู้จักสกัดศักยภาพเหล่านั้นออกมา  และเรียงร้อยกันให้เป็นเรื่องเป็นราว  ก็คงจะกลายเป็นมิวสิคัลระดับแนวหน้าได้อย่างไม่ยากนัก  สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาคิด  BSO Plays Suntaraporn  ใช้เวลาเตรียมการ 5 ปี  (อันรวมถึงการเจรจาธุรกิจ!) และก็เห็นกันอยู่แล้วว่าคุ้มค่ากับที่รอคอย  วันหน้าวันหลังผู้จัดการแสดงมิวสิคัลน่าจะหันซ้ายหันขวาไปดูคนอื่นเขาบ้าง

 

————————————-

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *